ประวัติโดยย่อของการจัดตั้งองค์กร ช.พ.ค.
            ช.พ.ค. จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2494 โดยคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ซึ่งมีนาย เลียง ไชยกาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา เห็นชอบให้จัดตั้งการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภาขึ้น เรียกโดยย่อว่า ?ช.พ.ค.? มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นสวัสดิการช่วยเหลือสงเคราะห์สมาชิกในการจัดการศพให้เป็นไปอย่างสมเกียรติของผู้ที่เคยเป็นครูรวมทั้งสงเคราะห์ครอบครัวของครูสมาชิก และกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นประกันทางจิตใจให้แก่ผู้ที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องกังวลถึงเหตุการณ์ในอนาคต เมื่อตนถึงแก่กรรม
               
ในปีแรก
(พ.ศ.2494) มีจำนวนสมาชิกประมาณ 20,000 คน เมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม ได้รับเงินค่าจัดการศพรายละ 2,000 บาท และเงินสงเคราะห์ครอบครัวรายละประมาณ 7,700 บาท กิจการ ช.พ.ค. ดำเนินไปได้ด้วยดี เพื่อนครูให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกปี นับเป็นความปลื้มปิติในหมู่เพื่อนครูที่มีอาชีพเช่นเดียวกัน ได้มีน้ำใจเสียสละ ช่วยกันออกเงินช่วยเหลือครอบครัวเพื่อนครูที่ถึงแก่กรรม โดยที่ตัวเองมิได้ใช้เงินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ประการใด ระยะเวลาผ่านไป 23 ปี ในปี พ.ศ. 2517 มีสมาชิกประมาณ
140
, 000 คน        
               
ในปี พ.ศ.2517 กฎหมายได้บัญญัติให้มีพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ขึ้นเพื่อควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ ทั้งส่วนราชการ องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสมาชิกต่างๆที่ดำเนินการฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศ คุรุสภา ในฐานะเป็นผู้ก่อตั้ง ช.พ.ค. ได้แก้ไขปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้สอดรับกับพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการกำหนดให้มีพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นผลดีต่อกิจการ ช.พ.ค. อย่างมาก เพราะยิ่งเป็นหลักประกันให้กิจการมีความมั่นคง มีระเบียบ และวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนรัดกุม เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง         ช.พ.ค. ส่งผลให้สมาชิกได้รับประโยชน์ในด้านสวัสดิการเป็นอย่างดียิ่ง
               
กิจการ ช.พ.ค. ดำเนินไปด้วยความเจริญก้าวหน้า กระแสความนิยม เพิ่มมากขึ้นในความนิยมเชื่อมั่นและศรัทธา วิเคราะห์ได้จากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ จนถึงปัจจุบัน
(พ.ศ. 2543) .พ.ค. ดำเนินงานมาเป็นเวลา 49 ปี มีสมาชิกทั้งสิ้นกว่า 600,000 คน นับเป็นฌาปนกิจที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย และในโอกาสที่เป็นมงคลต่างๆสมาชิกได้เรียกร้องให้คุรุสภาเปิดรับสมัครสมาชิกเป็นกรณีพิเศษ สำหรับปี พ.ศ.2542 ได้เปิดรับสมัครสมาชิกเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2542
 
ผู้มีสิทธิ์สมัคร ช.พ.ค.
ผู้มีสิทธิสมัคร ช.พ.ค. จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในสังกัด ดังนี้

1.1 กระทรวงศึกษาธิการ
1.2 องค์การมหาชนหรือองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ
1.3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กทม.,เทศบาล , เมืองพัทยา ฯลฯ)
1.4 กระทรวงอื่นที่โอนจากกระทรวงศึกษาธิการ ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
1.5 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 
คุณสมบัติของผู้สมัคร ช.พ.ค.

ผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี บริบูรณ์ นับถึงวันสมัคร และต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือ ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

     1. ครู
     2. คณาจารย์
     3. ผู้บริหารสถานศึกษา
     4. ผู้บริหารการศึกษา
     5. บุคลากรทางการศึกษาอื่น
     6. ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา หรือ
     7. สมาชิกคุรุสภา (สังกัดกระทรวงอื่น อันเนื่องมาจากการโอน ตามกฏหมาย และเป็นสมาชิกคุรุสภาก่อนวันที่ 12 มิถุนายน 2546)

หลักฐานประกอบการสมัครสมาชิก ช.พ.ค.
หลักฐานประกอบการสมัครสมาชิก ช.พ.ค.(เข้าใหม่)
เปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.กรณีพิเศษ พ.ศ. 2552
อายุเกิน 35 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี
เนื่องในโอกาส สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบรอบ 6 ปี
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552  จนถึง  วันที่ 31 ธันวาคม 2552
(ในวันทำการ)
 
           1. หนังสือรับรองการทำงาน มีอายุไม่เกิน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ผู้บังคับบัญชา หรือ หน่วยงานรับรอง 
จนถึงวันยื่นสมัคร และมีตราประทับหน่วยงานที่สังกัด
           2. ใบรับรองแพทย์ ( แบบ ชพค. 3 ) มีกำหนดไม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ตรวจ จนถึงวันยื่นสมัคร
และต้องมีตราประทับสถานที่ตรวจ โดยแพทย์รับรองว่า ขณะตรวจมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์
               - สมัครกรณีปกติ อายุไม่เกิน 35 ปี บริบูรณ์
               - สมัครกรณีพิเศษ อายุเกิน 35 ปี บริบูรณ์   แต่ไม่เกิน 60 ปี ( โรงพยาบาลภาครัฐเท่านั้น)
 
*ใบรับรองแพทย์ใช้แบบเดียวกับการสมัครที่อายุปกติแต่ต้องเป็นใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลภาครัฐเท่านั้น*  
        (ไม่รวมถึงสถานีอนามัย ,สถานพยาบาลของรัฐ )
 
           3. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
           4. สำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ สำเนาประวัติรับราชการ (กพ.7) หรือ สำเนาคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง
           5. สำเนาสัญญาจ้าง (กรณีครูอัตราจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู
รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเอกชน ) พร้อมทั้งให้นำสัญญาจ้างฉบับจริง หรือ คำสั่งบรรจุแต่งตั้งฉบับจริง
หรือ บัตรประจำตัวที่หน่วยงานเป็นผู้ออกให้
           6. กรณีหน่วยงานใดไม่มีหลักฐาน ตามข้อ 4 - 5 ให้ใช้บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ โดยหน่วยงานเป็นผู้ออกให้
           7. สำเนาสมุดประจำตัวครู หรือ สำเนาใบแต่งตั้งให้เป็นครู หรือ  สำเนาใบอนุญาตให้เป็นครู (สช.11  สช 18)( กรณีครูสังกัดโรงเรียนเอกชน )
           8. สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
           9. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล (ถ้ามี)
          10. สำเนาคำร้องขอใช้คำนำหน้า น.ส. หรือ ใช้สกุลเดิม (กรณีจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายใหม่ โดยเขตเป็นผู้ออกให้
          * เอกสารที่เป็นสำเนาทุกฉบับจะต้องรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้าที่มีรายการ *
 
เอกสารฉบับจริงที่ต้องนำมาประกอบ
1. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือ บัตรประจำตัวข้าราชการ พร้อมทั้ง ทะเบียนบ้าน
2. กรณีครูโรงเรียนเอกชน (สังกัด สช.) ให้นำสมุดประจำตัวครูฉบับจริง หรือ ใบแต่งตั้งครู 
3. กรณีลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ทุกสังกัด จะต้องนำสัญญาจ้างฉบับจริง หรือ คำสั่งบรรจุแต่งตั้ง หรือ
    บัตรประจำตัวที่หน่วยงานเป็นผู้ออกให้
 
3. เงินค่าสมัคร และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า
   กรณีปกติ อายุไม่เกิน 35 ปี บริบูรณ์ (เงินค่าสมัคร 50.- และ เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 1,000.- = 1,050.-
  
   กรณีพิเศษ  แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้  
(1) อายุเกิน 35 ปี แต่ไม่เกิน 55 ปี บริบูรณ์ (นับถึงวันยื่นสมัคร
(เงินค่าสมัคร 100.- และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 5,500.-)= 5,600.-
 
(2) อายุเกิน 55 ปี บริบูรณ์ (นับถึงวันยื่นสมัคร) แต่ไม่เกิน 60 ปี นับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 52) ผู้ที่เกิด พ.ศ. 2492 ทั้งหมด
(เงินค่าสมัคร 100.- และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 7,500.-) = 7,600.-
 
* เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า จะคืนให้เมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ  ซึ่ง สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลง เมื่อถึงแก่กรรม หรือ ลาออก  *
หน้าที่ ช.พ.ค. จะต้องปฏิบัติ

สมาชิก ช.พ.ค. มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ ดังนี้

     1  จะต้องชำระเงินค่าสงเคราะห์รายศพ ให้แก่เพื่อนสมาชิกที่ถึงแก่กรรม ทุกๆ เดือน ในอัตรา ดังนี้

            ช.พ.ค. อัตราค่าสงเคราะห์รายศพ ๆ ละ 1 บาท หน่วยรับเงิน ช.พ.ค. จะออกหลักฐานการรับเงินให้ดังนี้
            สมาชิก ช.พ.ค. ที่ได้รับเงินเดือนจะต้องยินยอม ให้หักเงิน ณ ที่จ่าย โดยหน่วยรับเงินจะออกใบเสร็จรับเงินรวม ให้แก่หน่วยงานที่เป็นผู้หักเงินเดือน ณ ที่จ่าย โดยมีงบหน้าแสดงบัญชีรายชื่อของสมาชิกเป็นเอกสารประกอบการรับเงิน หน่วยงานรับเงิน ช.พ.ค. ที่ได้รับเงินจากหน่วยหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายจะเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการชำระเงินสงเคราะห์ รายศพให้แก่สมาชิกเป็นรายบุคคลทุก 6 เดือน (สิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี) หรือในกรณีที่สมาชิกแจ้งความ ประสงค์ขอให้รับรองการชำระเงินเป็นกรณีๆ ไป ก็ได้
            สมาชิกที่ไม่มีเงินเดือนให้หัก ณ ที่จ่าย จะต้องมาชำระด้วยตนเองทุกเดือน หรือฝากชำระเป็นรายปี ณ หน่วยงาน ช.พ.ค. ที่สมาชิกสังกัด โดยหน่วยรับเงิน ช.พ.ค. จะออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิก

     2  สมาชิกย้ายที่อยู่หรือสถานที่ชำระเงิน สมาชิกต้องแจ้งการย้ายที่อยู่หรือสถานที่ชำระเงินให้คุรุสภาหน่วยงานที่ตน
สังกัดเดิมทราบภายใน 7 วัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของสมาชิก การแจ้งย้ายเข้าที่คุรุสภาสังกัดใหม่ โดยไม่ได้แจ้งย้ายจาก สังกัดเดิม อาจทำให้เกิดการสับสน เป็นเหตุให้รายชื่อของท่านตกหล่น หรือมีปัญหาภายหลังได้

     3 กรณีสมาชิกเปลี่ยนแปลง ชื่อ - สกุล หรือเปลี่ยนประวัติส่วนตัว ให้แจ้งการเปลี่ยนแปลง ณ หน่วยงานที่สมาชิก สังกัดอยู่โดยด่วน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของท่าน


สมาชิกจะถูกถอนชื่อให้พ้นจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค. สำนักงาน ช.พ.ค.

     จะถอนชื่อสมาชิกที่ค้างชำระเงินสงเคราะห์รายศพ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ผู้ที่ถูกถอนชื่อจะไม่ได้รับการสงเคราะห์จาก  ช.พ.ค. ผู้ที่ถูกถอนชื่อมีสิทธิยื่นเรื่องขอกลับเข้าเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ได้  โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการคณะกรรม การ ช.พ.ค. กำหนด เมื่อคณะกรรมการ ช.พ.ค. อนุมัติรับเข้าเป็นสมาชิกจึงจะมีสิทธิได้รับการสงเคราะห์จาก ช.พ.ค.


กรณีที่ถูกไล่ออก ปลดออกจากราชการ ยังคงมีสิทธิการเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ได้ สมาชิก ช.พ.ค. ที่ถูกปลดออก ไล่ออกจากราชการ ยังคงเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ได้

     เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของสมาชิก จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดเก็บเงิน ค่าสงเคราะห์รายศพ ให้หน่วยงานที่ สมาชิกสังกัดทราบ


การระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว ช.พ.ค. ระเบียบ ช.พ.ค. ที่แก้ไขปรับปรุงใหม่ กำหนดให้สมาชิก ช.พ.ค. ที่ไม่มีบุคคล

     ในครอบครัว ได้แก่ บิดา -มารดา คู่สมรส บุตรชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงบุตรนอกสมรส ที่บิดารับรองแล้ว จึงจะมีสิทธิ ระบุสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวให้แก่ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตร หรือผู้อุปการะ หรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการ สงเคราะห์ครูหรือเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ สำหรับสมาชิก ช.พ.ค. ที่ได้ทำการระบุสิทธิรับเงินไว้แล้วตามระเบียบเดิม ให้ ยังคงได้รับสิทธิตามที่ทำการระบุไว้แล้ว ไม่ต้องทำการระบุใหม่


การให้บริการสงเคราะห์ครอบครัว

8. การให้บริการสงเคราะห์ครอบครัว ช.พ.ค.      เมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม บุคคลในครอบครัวของสมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท

           ประเภทที่ 1 เงินค่าจัดการศพ จ่ายทันทีที่ได้รับแจ้งการถึงแก่กรรม ช.พ.ค. รายละ 100,000 บาท

           * ผู้มีสิทธิรับเงินยื่นเรื่องขอรับเงินค่าจัดการศพ ได้ที่สำนักงาน สกสค.จังหวัด สำนักงาน สกสค.กรุงเทพฯ สำนักการศึกษา สำนักงาน  ช.พ.ค. ที่สมาชิกถึงแก่กรรมสังกัดอยู่ แล้วแต่กรณี

           ประเภทที่ 2 เงินสงเคราะห์ครอบครัวจำนวนเงินตามที่เก็บได้จากเพื่อนสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยหักค่าจัดการศพ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว

 
. ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์จาก ช.พ.ค. ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ ช.พ.ค. ต้องเป็นบุคคลในครอบครัวของ สมาชิกที่ถึงแก่กรรมตามลำดับก่อนหลัง ดังนี้

     (1)  คู่สมรส บุตรชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงบุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบิดา มารดาของสมาชิก ช.พ.ค.
     (2)  ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตร ของสมาชิก ช.พ.ค.
     (3)  ผู้อุปการะสมาชิก ช.พ.ค.
     (4)  มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ครูหรือเพื่อเป็นทุนการศึกษา

           * หากผู้มีสิทธิรับเงินในแต่ละลำดับยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปไม่มีสิทธิได้รับ การสงเคราะห์
           * ผู้ขอรับเงินค่าจัดการศพ นอกจากจะต้องเป็นบุคคลตามลำดับก่อนหลังดังกล่าวแล้ว ยังต้องเป็นผู้จัดการศพของ สมาชิก ช.พ.ค. ที่ถึงแก่กรรม โดยต้องแสดงหลักฐานหนังสือรับรองว่าเป็นผู้จัดการศพ ตามแบบที่ ช.พ.ค. กำหนด หรือ ตามแบบของวัด หรือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาที่มีข้อความครบถ้วนเช่นเดียวกันก็ได้
           * ในกรณีที่สมาชิก ช.พ.ค. ได้ระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว ช.พ.ค. จะจ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวให้ แก่บุคคลที่สมาชิก ช.พ.ค. ได้ระบุไว้แล้ว

เอกสาร หลักฐานการยื่นเงินขอรับเงินค่าจัดการศพ กรณีสมาชิก ช.พ.ค.ถึงแก่กรรม
1.ใบมรณบัตรฉบับจริงพร้อมสำเนา จำนวน  2  ฉบับ 
2.หนังสือรับรองการเป็นผู้จัดการศพตามแบบที่ ช.พ.ค.กำหนด  (ชพค.5)  หรือ ตามแบบของวัด
    ที่ออกให้ โดยมีข้อความลักษณะเดียวกันกับแบบ ชพค.5 ที่กำหนด
3.สำเนาใบเสร็จรับเงิน ช.พ.ค.งวดปัจจุบัน หรือสำเนาหนังสือตอบรับการเป็นสมาชิก ทดรองจ่าย จำนวน 2 ฉบับ 
4.สำเนาทะเบียนบ้านฉบับจำหน่าย (ตาย)  จำนวน  2  ฉบับ 
5.สำเนาทะเบียนบ้านผู้ยื่นขอรับเงินค่าจัดการศพและต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้จัดการศพที่ทางวัดรับรอง 
6.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของสมาชิก จำนวน  2  ฉบับ 
7.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นขอรับเงินฯ จำนวน  3  ฉบับ 
8.สำเนาทะเบียนสมรส กรณีคู่สมรสเป็นผู้จัดการศพ  จำนวน  2  ฉบับ 
9.สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของสมาชิกผู้ถึงแก่กรรม กรณีชื่อตามมรณบัตร 
     ไม่ตรงกับชื่อในทะเบียนสมาชิก ช.พ.ค. 
10.หนังสือมอบอำนาจ (ชพค.15) กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการยื่นขอรับเงิน และจัดทำสัญญายืมเงิน
        ค่าจัดการศพแทน 
 เอกสารหลักฐานทุกฉบับ ให้ผู้ยื่นเรื่องขอรับเงินลงนามรับรองสำเนาทุกฉบับ
 
หมายเหตุ  ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องขอรับเงินค่าจัดการศพ  ต้องเป็นผู้จัดการศพ และต้องเป็นบุคคลข้อ 6 หรือข้อ 8 
แห่ง ระเบียบ ช.พ.ค.ซึ่งได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้                    
 1.คู่สมรสชอบด้วยกฎหมาย บุตรชอบด้วยกฎหมาย  บุตรบุญธรรม  บุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว บิดา/มารดา ของสมาชิก ช.พ.ค.
                              
2.ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตรของสมาชิก ช.พ.ค.  
 
3.ผู้อุปการะสมาชิก ช.พ.ค. 
เอกสารหลักฐานในการยื่นเรื่องขอรับการสงเคราะห์ ช.พ.ค. สมาชิก ช.พ.ค.ถึงแก่กรรม

     (ทั้งกรณีระบุผู้มีสิทธิรับเงินและไม่ได้ระบุผู้มีสิทธิรับเงิน)

      1. สำเนาทะเบียนบ้านผู้มีสิทธิรับเงินทุกคน ตามระเบียบ ช.พ.ค. ข้อ 6 หรือ ข้อ 8 คนละ 2 ฉบับ
      2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสิทธิรับเงินทุกคน คนละ 2 ฉบับ
      3. สำเนาทะเบียนการรับรองบุตร
      4. สำเนาทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม หรือทะเบียนการเลิกรับบุตรบุญธรรม กรณีเลิกรับบุตรบุญธรรมภายหลัง
      5. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยประเภทออมทรัพย์ของผู้มีสิทธิรับเงินทุกคน คนละ 2 ฉบับ

home page about us portfolio contacts